หมวดหมู่
หน้าหลัก       ยินดีต้อนรับสู่ Halal Thailand
ค้นหา
หากมีคำค้นหลายตัว สามารถคั่นด้วย comma (,)
หน้าหลัก
พิมพ์หน้านี้  |  ส่งให้เพื่อน
เมืองไทยฯเร่งเครื่อง ตะกาฟุล

เมืองไทยประกันชีวิตปลื้มยอดขายตะกาฟุลแรง ส่งกรมธรรม์ใหม่ “ตะกาฟุลเพื่อปลดหนี้” ปูพรหม ตลาดมุสลิมทั่วประเทศ ควบคู่” พีเอ เดี่ยว-พีเอกลุ่ม” เจาะโรงเรียนปอเนาะโดยเฉพาะก่อนออกสัญญาเพิ่มเติมสุขภาพ กวาดลูกค้าอีกชั้น ตั้งเป้าเบี้ย 70 ล้านบาท เผย 2 เดือนโกยเบี้ยรวม 2,333 ล้านบาท โต 32% พร้อมโชว์ฐานะการเงินแข็งปั๋ง “ฟิทช์ เรตติ้ง” จัดอันดับความแกร่งให้ BBB+ ในระดับสากล พ่วงด้วย AA (tha) ยันความแกร่งในประเทศ

นายสาระ ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด เปิดเผยว่า หลังจากที่บริษัทเปิดโครงการ “ตะกาฟุลเมืองไทย ประกันภัยฮาลาล” ไปเมื่อเดือนกันยายน 2550 โดยเปิดขายแบบประกันเมืองไทยตะกาฟุลเพื่อฮัจญ์ 10/7 และต่อมาได้เปิดขายแบบประกันเมืองไทย ตะกาฟุลเพื่อการศึกษาบุตร แบบ 22/18 ปรากฏว่าได้ผลตอบรับน่าพอใจ โดย ณ สิ้นปี 2550 มีสมาชิกราว 2,000 กว่าราย ซึ่งหลัง จากที่บริษัทบริหารจัดการค่าใช้จ่ายกองทุนตะกาฟุลแล้ว สามารถที่จะจ่ายปันผลให้กับสมาชิกได้ถึง 28%

สำหรับปี 2551 นี้ บริษัทได้พัฒนาแบบประกันตะกาฟุลเพิ่มขึ้นอีก 3 แบบ ได้แก่ แบบเมืองไทยตะกาฟุลเพื่อปลอดหนี้ ซึ่งมีจุดขายอยู่ที่ นอกเหนือจากฮิบะห์ หรือเงินที่มอบให้กับผู้เอาประกันภัย หรือผู้รับประโยชน์ที่เท่ากับจำนวนเงินหลักประกันตะกาฟุลแล้วยังจะได้รับเงินปันผลพิเศษอีกด้วย

ส่วนอีก 2 แบบ คือ สัญญาเพิ่มเติม ตะกาฟุลเพื่ออุบัติเหตุส่วนบุคคล (พีเอ) 1 และสัญญาตะกาฟุลอุบัติเหตุกลุ่ม (พีเอกลุ่ม) ซึ่งมีความพิเศษ คือ หากสมาชิกตะกาฟุลไม่มีการเคลมเลย ก็จะได้รับเงินปันผลคืน 50% ของเงินสมทบตะกาฟุล หรือเบี้ยประกันที่จ่ายมาทั้งหมด โดยสัญญาตะกาฟุลอุบัติเหตุกลุ่มนี้ บริษัทมุ่งเป้าหมายไปที่โรงเรียนเอกชนสอนศาสนามุสลิมทั่วประเทศ

ทั้งนี้ บริษัทยึดหลักในเรื่องของการทำให้ชนกลุ่มมากเป็นหลักมากกว่าการคำนึงเพียงความเสี่ยงของกลุ่มลูกค้าบางกลุ่ม และไม่ได้จำกัดการขายเฉพาะพื้นที่ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เท่านั้น เพราะในความเป็นจริง ในประเทศไทยมีถึง 36 จังหวัดที่มีชาวมุสลิมอยู่จำนวนมาก กระจายอยู่ทั่วประเทศ อีกทั้งยังมีการรองรับความเสี่ยงด้วยการทำประกันต่อไว้ด้วย ในวงเงินชดเชยความเสียหาย 50 ล้านบาทต่อครั้ง หรือไม่เกิน 100 ล้านบาทต่อปี ซึ่งบริษัทดำเนินการทำประกันต่อมา 3 ปีแล้ว

“ความสำคัญของตะกาฟุล คือ ความโปร่งใส และการคืนเงินให้กับสมาชิก ซึ่งต่อไปก็จะมีแบบประกันตะกาฟุลออกมาในตลาดอีกมาก โดยแบบประกันตะกาฟุลของเมืองไทยประกันชีวิตเป็นแบบที่ใช้ทั่วโลก ที่ถูกต้องตามหลักการทางศาสนา คือ วะกาละห์ บิ้ล อัจริ ซึ่งลูกค้ามุสลิมเราไม่ได้มีเฉพาะ 3 จังหวัดชายแดนใต้เท่านั้น ในหลายพื้นที่ภาคใต้ เช่น สงขลาเราก็มี รวมถึงในพื้นที่ภาคเหนือ เช่น เชียงรายก็เป็นฐานลูกค้าใหญ่ของตะกาฟุล”

นอกจากนี้ บริษัทยังเตรียมที่จะออกสัญญาเพิ่มเติมตะกาฟุลประกันสุขภาพด้วย เพื่อ ให้สินค้ามีความหลากหลายครอบคลุมกับความ ต้องการของกลุ่มลูกค้ามุสลิม โดยปีนี้วางเป้าหมายด้านยอดขายตะกาฟุลในปีนี้ไว้ที่ประมาณ 70 ล้านบาท

ทั้งนี้ ผลประกอบการของบริษัทในช่วง 2 เดือนแรกปีนี้ (มกราคม-กุมภาพันธ์ 2551) มีการเติบโตที่ดีมาก โดยเบี้ยปีแรก (FYP) เติบโต เพิ่มขึ้นถึง 29.94% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ด้วยเบี้ยจำนวน 840.5 ล้านบาท เทียบกับ 646.8 ล้านบาทในช่วงเดียวกันปีที่ผ่านมา มีเบี้ยต่ออายุ 1,492.8 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 33.51% ทำให้มีเบี้ยรวมที่ 2,333.3 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้นถึง 32.2% หรือเติบโตสูงกว่า 3 เท่าของ GDP ที่ประเมินกันว่าจะเติบโตในระดับ 5-5.5%

ซึ่งนอกจากความสำเร็จด้านการขยายตลาดแล้ว ด้านฐานะการเงิน ถือว่าเมืองไทยประกันชีวิตมีความแข็งแกร่งไม่น้อย ล่าสุดยังได้รับการจัดอันดับจากฟิทช์ เรตติ้ง ซึ่งเป็นสถาบันจัดอันดับความมั่นคงชั้นนำของโลก ประกาศให้อันดับความแข็งแกร่งทางการเงิน (Insurer Financial Strength : IFS) ที่ระดับ BBB+ และอันดับความแข็งแกร่งภายในประเทศ (National IFS) ที่ระดับ AA(tha) หรือมีแนวโน้มอันดับความแข็งแกร่งทางการเงินเป็นบวก โดยประเมินจากความแข็งแกร่งทางการเงินของบริษัทประกันเทียบกับภาระหนี้สินต่อผู้เอาประกัน และยังสะท้อนถึงความสามารถในการจ่ายภาระหนี้สินต่อผู้เอาประกันตรงตามเวลาที่กำหนด

นอกจากนี้ยังพิจารณาจากความช่วยเหลือทางด้านเทคนิคและการดำเนินงานจากผู้ถือหุ้นรายใหญ่อันดับ 2 ของบริษัท คือ Fortis Insurance International N.V. (Fortis) ซึ่งเป็นบริษัทย่อย ถือหุ้นทั้งหมดโดย Fortis Insurance N.V. (อันดับเครดิตที่ ‘AA-’ (AA ลบ)/แนวโน้มมีเสถียรภาพ) ซึ่งฟิทช์คาดการณ์ว่าเมืองไทยประกันชีวิตจะสามารถพัฒนาและได้รับประโยชน์จากความร่วมมือในการทำงานกับ Fortis และธนาคารกสิกรไทยซึ่งมีอันดับเครดิตที่ ‘BBB+’ และ AA (tha) (แนวโน้มมีเสถียรภาพ) ในการเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับสถานะทางการตลาดและผลประกอบการ โดย ไม่กระทบกับระดับเงินกองทุนของบริษัท

“การได้รับการจัดอันดับจากสถาบัน S&P และฟิทช์ เรตติ้ง ไม่ใช่เพียงเพื่อยืนยันถึงความแข็งแกร่งของบริษัทเท่านั้น แต่ยังสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคด้วย ซึ่งในภาวะที่คนไทยตระหนักในการใช้จ่าย การซื้อประกันชีวิตจึงไม่ใช่เพียงแค่ซื้อเพื่ออะไรเท่านั้น แต่ยังคำนึง ด้วยว่าต้องซื้อกับใครด้วย”

ปัจจุบันบริษัทดำรงสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการมากกว่าหนี้สิน โดยคิดเป็น 1.2 เท่าของหนี้สินทั้งหมด โดยมีเงินกองทุนอยู่ในระดับ 8 เท่าเมื่อเทียบกับระดับเงินกองทุนขั้นต่ำที่ต้องดำรงตามกฎหมายกำหนดคือ 2% และคิดเป็น 246% ของมาตรฐานการดำรงเงินกองทุนในการดำเนินธุรกิจประกันชีวิตของสหภาพยุโรปหรือ EU Standard

www.siamturakij.com

 
  เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง :-
 
  เนื้อหาที่คุณอาจกำลังค้นหา :-
บทความที่น่าสนใจ
สำนักข่าวมุสลิมไทยโพสต์
340 ลาดพร้าว 112 วังทองหลาง กรุงเทพฯ 10310
โทร 0-2514-0593 แฟ็กซ์ 0-2538-4215 Email : Webmaster@halalthailand.com