อัลลอฮ์ หนึ่งใน 99 พระนาม มารู้จักกับพระนามที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
มารู้จักกับ "อัลลอฮ์" พระนามที่ยิ่งใหญ่ที่สุดกันเถอะ
ในศาสนาอิสลาม ประตูบานแรกที่จะทำให้เราเป็นมุสลิมที่สมบูรณ์ได้ คือการรู้จักและศรัทธาในพระเจ้า เวลาเราพูดถึงพระเจ้า เรามักจะคุ้นเคยกับคำว่า "อัลลอฮ์" (الله) ซึ่งคำนี้ในทางศาสนาเรียกว่า "ลัฟซุล ญะลาละฮ์" หรือคำเรียกที่แสดงถึงความยิ่งใหญ่และเกรียงไกรสูงสุด
พระนาม "อัลลอฮ์" ไม่ใช่คำเรียกคุณลักษณะทั่วไป (เช่น ผู้ใจดี หรือ ผู้ทรงพลัง) แต่เป็น "ชื่อเฉพาะ" ของพระองค์ เป็นศูนย์กลางที่รวมเอาความดีงาม ความยิ่งใหญ่ และความสมบูรณ์แบบทั้งหมดในจักรวาลไว้ในชื่อเดียว ไม่มีใครอื่นอีกแล้วที่จะใช้ชื่อนี้ได้ หากเปรียบเทียบให้เห็นภาพ พระนาม "อัลลอฮ์" ก็เหมือนกับประตูใหญ่ที่รวมเอาพระนามอันวิจิตรทั้ง 99 พระนาม (อัสมาอุลฮุสนา) ทั้งหมดเข้ามาไว้ด้วยกันนั่นเอง
ที่มาของคำว่า "อัลลอฮ์" ในภาษาต่าง ๆ
นักวิชาการได้ศึกษาประวัติศาสตร์และที่มาของคำว่า "อัลลอฮ์" และพบเรื่องน่าสนใจที่เชื่อมโยงกับภาษาโบราณในตะวันออกกลางดังนี้
- มุมมองที่ 1 (คำที่ย่อมา): เชื่อว่าคำว่า "อัลลอฮ์" ย่อมาจากคำว่า "อัล-อิลาฮ์" (Al-Ilāh)6 คำว่า "อิลาฮ์" แปลว่า พระเจ้าทั่วไป พอใส่คำว่า "อัล" เข้าไปข้างหน้า จึงกลายเป็น "พระเจ้าองค์นั้นเพียงองค์เดียวที่มนุษย์ต้องเคารพบูชา" เมื่อเรียกขานกันบ่อยครั้งเข้า อักษรบางตัวจึงกลืนหายไปจนเหลือเพียงคำว่า "อัลลอฮ์" เพื่อให้ง่ายต่อการออกเสียงและแสดงถึงความเฉพาะเจาะจงสูงสุด
- มุมมองที่ 2 (ชื่อเฉพาะดั้งเดิม): เชื่อว่าคำว่า "อัลลอฮ์" เป็นชื่อเฉพาะดั้งเดิมที่พระองค์ทรงเลือกไว้ตั้งแต่แรก โดยไม่ได้ผันมาจากคำอื่น บางท่านบอกว่าน่าจะมาจากรากศัพท์ที่แปลว่า "ความรักอันท่วมท้น" หรือ "การเข้าไปพึ่งพิงยามเดือดร้อน"
เมื่อเราลองไปดูภาษาของเครือญาติในแถบตะวันออกกลาง (ตระกูลภาษาเซมิติก) จะพบว่าคำเรียกพระเจ้ามีความคล้ายคลึงกันอย่างน่าอัศจรรย์
| ภาษา | คำที่ใช้เรียกพระเจ้า | ความหมายและการใช้งาน |
| ภาษาอาหรับ | อัลลอฮ์ (الله) / อิลาฮ์ (إله) | พระเจ้าองค์เดียวที่แท้จริง / คำเรียกพระเจ้าทั่วไป |
| ภาษาฮีบรู (ยิว) | เอล (El) / เอโลฮ์ (Eloah) / เอโลฮิม (Elohim) | คำเรียกพระเจ้าที่ปรากฏในคัมภีร์ดั้งเดิมของชาวยิว |
| ภาษาอาราเมอิกโบราณ | อาลอฮ์ฮา (Alaha) | คำเรียกพระเจ้าที่ใช้ในหมู่ชาวคริสต์ยุคแรก ๆ ในตะวันออกกลาง |
ก่อนที่ศาสนาอิสลามจะเผยแผ่ ชาวอาหรับคริสเตียน ชาวอาหรับยิว หรือแม้แต่ชาวอาหรับที่บูชาเทวรูป ต่างก็รู้จักและใช้คำว่า "อัลลอฮ์" เรียกพระผู้สร้างสูงสุดอยู่แล้ว แต่เมื่ออิสลามมาถึง พระองค์ทรงประกาศอย่างชัดเจนผ่านคัมภีร์อัลกุรอานว่า อัลลอฮ์ทรงเป็นพระเจ้าเพียงองค์เดียวเท่านั้น ห้ามนำสิ่งอื่นใดมานับถือร่วมกับพระองค์เด็ดขาด
เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ "99 พระนาม" จากสายรายงานฮะดีษ
ท่านศาสดามุฮัมมัดเคยกล่าวไว้ว่า: "แท้จริงอัลลอฮ์ทรงมี 99 พระนาม (ร้อยเว้นเสียหนึ่ง) ใครก็ตามที่จดจำมันได้ (อะห์ศอ) เขาจะได้เข้าสวรรค์"
[cite: 18, 19]
ในทางวิทยาการหะดีษ นักวิชาการระบุว่า ตัวบทหะดีษที่ถูกต้องและน่าเชื่อถือที่สุด (ซอฮียะฮ์) นั้น มีเพียงคำสัญญาของท่านศาสดาว่าใครจำได้จะได้เข้าสวรรค์ แต่ไม่ได้บอกรายชื่อพระนามทั้ง 99 เอาไว้ในคราวเดียว รายชื่อพระนามที่เราเห็นตามโปสเตอร์หรือท่องจำกันในปัจจุบัน ส่วนใหญ่เป็นรายชื่อที่ผู้รายงานหะดีษรุ่นต่อ ๆ มาช่วยกันรวบรวมและคัดเลือกมาจากโองการต่าง ๆ ในอัลกุรอานและแนวทางของท่านศาสดา เช่น สายรายงานของท่าน อัล-วะลีด บิน มุสลิม และท่าน อับดุลมาลิก อัศ-ศ็อนอานีย์
เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น นักวิชาการได้แบ่ง 99 พระนามออกเป็น 3 กลุ่มตามลักษณะความรู้สึก
- กลุ่มพระนามแห่งความงดงาม (Jamāl): บ่งบอกถึงความรัก ความอ่อนโยน และการให้อภัย เช่น อัร-เราะฮ์มาน (ผู้ทรงกรุณาปราณี), อัร-เราะฮีม (ผู้ทรงเมตตาเสมอ)
- กลุ่มพระนามแห่งอำนาจและความน่าเกรงขาม (Jalāl): บ่งบอกถึงอำนาจอันเด็ดขาดและการลงโทษผู้ทำความผิด เช่น อัล-อะซีซ (ผู้ทรงเดชานุภาพ), อัล-ญับบารฺ (ผู้ทรงอานุภาพ)
- กลุ่มพระนามแห่งความสมบูรณ์แบบ (Kamāl): เป็นการรวมกันอย่างลงตัวระหว่างความเมตตาและอำนาจ เช่น อัล-หะกีม (ผู้ทรงวิทยปัญญา), อัล-อะลีม (ผู้ทรงรอบรู้)
4 ขั้นตอนง่าย ๆ ในการนำ 99 พระนามมาใช้ในชีวิตประจำวัน
คำว่า "จดจำได้" (อะห์ศอ) ในคำพูดของท่านศาสดา ไม่ใช่แค่การท่องจำแบบนกแก้วนกขุนทอง แต่นักวิชาการสอนว่าเราควรปฏิบัติให้ได้ 4 ขั้นตอนดังนี้
- ขั้นที่ 1: ท่องจำให้ได้ (Memorization): เริ่มจากการฝึกอ่าน ออกเสียง และจำพระนามต่าง ๆ ให้ได้
- ขั้นที่ 2: เข้าใจความหมาย (Understanding): ศึกษาว่าแต่ละชื่อแปลว่าอะไร เช่น รู้ว่าพระนาม อัล-ลัฏอีฟ แปลว่าผู้ทรงอ่อนโยนและห่วงใยเรา
- ขั้นที่ 3: เอามาปรับใช้กับตัวเอง (Action): เปลี่ยนความรู้ให้กลายเป็นการกระทำ
- เมื่อเรารู้ว่าพระองค์คือ "อัล-อะฮัด" (ผู้ทรงเป็นหนึ่งเดียว) เราก็จะรักและเคารพพระองค์เพียงผู้เดียว ไม่กราบไหว้สิ่งอื่น
- เมื่อเรารู้ว่าพระองค์คือ "อัร-ร็อซซาก" (ผู้ทรงประทานปัจจัยยังชีพ) เราก็จะทำมาหากินอย่างสุจริต (ฮาลาล) และไม่กังวลเรื่องอนาคต เพราะเชื่อมั่นว่าพระองค์จะดูแลเรา
- ขั้นที่ 4: ใช้ขอดุอาอ์ให้ตรงจุด (Supplicating): เวลาเราขอพร ให้เลือกพระนามที่สอดคล้องกับเรื่องที่เราขอ เช่น ถ้าเราอยากขออภัยโทษ ให้พูดว่า "โอ้ ผู้ทรงอภัยโทษยิ่ง (ยา เฆาะฟูร) โปรดอภัยโทษให้ฉันด้วย" ไม่ควรขอดุอาอ์แบบขัดแย้งกัน เช่น "โอ้ ผู้ทรงลงโทษอย่างรุนแรง โปรดอภัยให้ฉันด้วย" เพราะนั่นดูไม่เหมาะสมและเหมือนเป็นการล้อเล่น
ความลับของ "พระนามอันประเสริฐสุด" ที่ขออะไรก็จะได้
ในวิชาการศาสนา มีความเชื่อเรื่อง "อัล-อิสมุล อะอ์ซ็อม" (Al-Ism al-A'zam) หรือ พระนามอันประเสริฐสุดของอัลลอฮ์ ซึ่งถ้าใครใช้พระนามนี้ในการขอดุอาอ์ อัลลอฮ์จะทรงตอบรับดุอาอ์ของเขาและประทานสิ่งที่ขอทันที
ครั้งหนึ่งท่านศาสดามุฮัมมัดได้ยินชายคนหนึ่งขอดุอาอ์ว่า: "โอ้อัลลอฮ์ ข้าพระองค์ขอวิงวอนต่อพระองค์... โอ้ผู้ทรงมีชีวิตนิรันดร์ (ยา ฮัยย์) โอ้ผู้ทรงดำรงอยู่ด้วยพระองค์เอง (ยา ก็อยยูม)..." เมื่อท่านศาสดาได้ยิน จึงบอกว่า ชายคนนี้ได้วิงวอนต่อพระองค์ด้วยพระนามอันประเสริฐสุดแล้ว
นักวิชาการมีความเห็นเกี่ยวกับพระนามอันประเสริฐสุดนี้เป็น 3 แนวทางหลัก ๆ
- คำว่า "อัลลอฮ์" นั่นแหละคือชื่อที่ประเสริฐที่สุด เพราะเป็นคำที่รวมทุกอย่างของพระองค์ไว้แล้ว
- คือคำว่า "ยา ฮัยย์ ยา ก็อยยูม" (ผู้ทรงมีชีวิตนิรันดร์และดำรงอยู่ด้วยพระองค์เอง) ซึ่งปรากฏในอายะตุลกุรซีและบทอื่น ๆ
- ไม่ใช่แค่คำพูด แต่คือ "สภาวะจิตใจของเรา" หมายถึง เวลาที่เราขอดุอาอ์ด้วยหัวใจที่นิ่ง นอบน้อม และพึ่งพิงพระองค์อย่างแท้จริง 100% ณ วินาทีนั้น ไม่ว่าเราจะเอ่ยพระนามใด ก็คือพระนามอันประเสริฐสุดสำหรับเราแล้ว
การสร้างความรักและความสามัคคีในสังคม
หากต้องการเห็นภาพการนำพระนามของพระองค์มาใช้ในชีวิตจริง ให้เราลองดูพระนาม "อัล-ญามิอ์" (Al-Jāmi' - ผู้ทรงรวบรวม) อัลลอฮ์ทรงรวมกระดูก เนื้อ และเลือดจนกลายเป็นร่างกายมนุษย์ที่สมบูรณ์ และในวันกิยามะฮ์ (วันสิ้นโลก) พระองค์จะทรงรวบรวมมนุษย์ทุกคนตั้งแต่คนแรกจนถึงคนสุดท้ายมาอยู่รวมกัน
ท่านอิหม่าม อัล-ฆอซาลี สอนว่า เราจะทำตัวให้สอดคล้องกับพระนาม "อัล-ญามิอ์" ได้โดยการทำความดีภายนอกให้ตรงกับหัวใจภายใน และทำหน้าที่เป็น "ผู้ประสานรอยร้าว" คอยเชื่อมโยงผู้คนเข้าหากัน สร้างความรักความสามัคคี และหลีกเลี่ยงการสร้างความแตกแยกในสังคม
เคล็ดลับสร้างความจำเริญ (บารอกัต) ในวันธรรมดา:
- ค้าขายอย่างจริงใจ: ซื่อสัตย์ ไม่โกหกปิดบังตำหนิสินค้า
- เริ่มต้นและลงท้ายด้วยพระนามของพระองค์: ทุกครั้งที่จะกินข้าว ดื่มน้ำ หรือทำงาน ให้เริ่มด้วยคำว่า "บิสมิลลาฮ์" (ด้วยพระนามของอัลลอฮ์) และเมื่อทำเสร็จให้กล่าวว่า "อัลฮัมดุลิลลาฮ์" (มวลการสรรเสริญเป็นสิทธิ์ของอัลลอฮ์) เพื่อเป็นการเตือนใจว่า ทุกความสำเร็จในชีวิตเกิดจากความช่วยเหลือของพระองค์
สุดท้ายนี้ ท่านอิหม่าม อัล-ฆอซาลี ได้ฝากข้อคิดเตือนใจเราไว้ว่า ความเข้าใจเกี่ยวกับพระเจ้าของมนุษย์ในโลกนี้ เปรียบเหมือนกับ "คนตาบอดที่พยายามทำความเข้าใจเรื่องสีสัน" ประสาทสัมผัสของเราจำกัดเกินกว่าจะเข้าใจความยิ่งใหญ่ทั้งหมดของพระองค์ได้ในตอนนี้ แต่เมื่อใดที่เราได้เข้าสวรรค์ (อาคิเราะฮ์) เราจะได้รับอนุญาตให้เห็นและเข้าใจความงดงามของพระองค์ได้อย่างแท้จริง
บทสรุป
การเรียนรู้และเข้าใจเรื่องพระนามของอัลลอฮ์ไม่ใช่เรื่องไกลตัว หรือเป็นเรื่องที่ต้องท่องจำเพื่อสอบเท่านั้น แต่เป็นหนทางที่ทำให้เราได้ใกล้ชิดและรักพระองค์มากขึ้น เมื่อหัวใจของเรามีความสุขุม มีความยำเกรง และเปี่ยมไปด้วยความหวังในความเมตตาของพระองค์
บทความที่น่าสนใจ
Tags: