ซุนนะฮ์สามีช่วยงานบ้าน
การช่วยงานบ้านของสามี: แบบอย่างอันอบอุ่นจากท่านนบีมุฮัมมัด เพื่อชีวิตคู่ที่เป็นสุข
การแต่งงานในศาสนาอิสลามสร้างขึ้นบนพื้นฐานของความรักและความเมตตาต่อกัน หนึ่งในแบบอย่างที่งดงามที่สุดของท่านนบีมุฮัมมัด (ซุนนะฮ์) ที่มักจะถูกมองข้ามไป คือบทบาทของสามีในการคอยช่วยเหลือและแบ่งเบางานบ้านของภรรยา เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของการทำความสะอาดบ้าน แต่เป็นเรื่องของการแสดงความรัก ความใส่ใจ และการให้เกียรติคู่ชีวิตอย่างเป็นรูปธรรมที่สุด
แบบอย่างของท่านนบีมุฮัมมัดเมื่ออยู่ในบ้าน
ครั้งหนึ่งเคยมีคนถามท่านหญิงอาอิชะฮ์ (ภรรยาของท่านนบี) ว่า "ท่านนบีทำอะไรบ้างเมื่ออยู่ในบ้าน?" ท่านหญิงอาอิชะฮ์ตอบว่า "ท่านนบีจะคอยช่วยเหลือและบริการครอบครัวของท่าน และเมื่อถึงเวลาละหมาด ท่านก็จะออกไปละหมาดทันที"
ท่านนบีไม่ได้ทำตัวเป็นผู้นำที่คอยสั่งอย่างเดียว แต่ท่านลงมือทำสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเองเพื่อไม่ให้เป็นภาระแก่ใคร ดังเช่นตัวอย่างต่อไปนี้
| สิ่งที่ท่านนบีทำด้วยตัวเอง | ความหมายต่อชีวิตคู่ |
| เย็บหรือช่อมแซมเสื้อผ้าที่ขาดด้วยตัวเอง | ไม่ปล่อยให้เรื่องส่วนตัวเป็นภาระของภรรยา |
| ซ่อมแซมรองเท้าของตัวเอง | ทำตัวเรียบง่ายและพึ่งพาตนเอง |
| รีดนมแพะเพื่อเตรียมอาหาร | ช่วยจัดเตรียมอาหารและเครื่องดื่มในบ้าน |
| ทำความสะอาดและดูแลของใช้ในบ้าน | รักษาความสะอาดและจัดระเบียบที่อยู่อาศัยร่วมกัน |
แบบอย่างเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า การทำงานบ้านของผู้ชายไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่เป็นคุณลักษณะที่น่ายกย่องและแสดงถึงความอ่อนน้อมถ่อมตนอย่างยิ่ง
เรื่องเล่าจากบ้านของท่านอะลีและท่านหญิงฟาฏิมะฮ์
ในยุคแรกของการเผยแผ่ศาสนา งานบ้านเป็นงานที่เหนื่อยยากและต้องใช้กำลังกายมาก ท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ (ลูกสาวของท่านนบี) ต้องทำงานหนักจนมือพองหนาจากการโม่แป้ง และแบกถุงน้ำหนักๆ จนเจ็บหน้าอก เมื่อท่านหญิงไปหาท่านนบีเพื่อขอคนรับใช้มาช่วยงาน ท่านนบีไม่ได้หาคนรับใช้ให้ แต่กลับสอนให้ทั้งคู่กล่าวคำ "ซิเกร" (การรำลึกถึงพระเจ้า) ก่อนนอนเพื่อเพิ่มพลังกายและพลังใจในการดำเนินชีวิต
นอกจากนี้ ท่านนบียังช่วยแบ่งหน้าที่ให้ทั้งสองคนอย่างอบอุ่น โดยกำหนดให้ท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ดูแลงานภายในบ้าน (เช่น ทำอาหาร กวาดบ้าน) และให้ท่านอะลีรับผิดชอบงานภายนอกบ้าน (เช่น ทำงานหาเงิน ซื้อของ) การแบ่งงานแบบนี้คือการช่วยเหลือซึ่งกันและกันอย่างสมดุล ไม่ใช่การทิ้งภาระทั้งหมดไว้ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
งานบ้านคือหน้าที่ของใคร?
ในทางกฎหมายอิสลาม นักวิชาการส่วนใหญ่ (รวมถึงสำนักคิดชาฟิอีย์ ฮัมบาลี และฮานาฟี) ชี้แจงว่า งานบ้านไม่ใช่หน้าที่บังคับตามกฎหมายของภรรยา หน้าที่หลักของภรรยาคือการดูแลสามีและครอบครัวในภาพรวม ส่วนเรื่องการทำอาหาร ซักเสื้อผ้า หรือทำความสะอาดนั้น หากภรรยาปฏิเสธที่จะทำ สามีก็ไม่มีสิทธิ์บังคับ ดังนั้น การที่ภรรยาทำงานบ้านจึงถือเป็นความดีงามและการเสียสละอันยิ่งใหญ่ของนาง
คัมภีร์อัลกุรอานระบุไว้ว่า "และจงอยู่ร่วมกับพวกนางด้วยดี" และท่านนบีมุฮัมมัดยังได้เน้นย้ำว่า "คนที่ดีที่สุดในหมู่พวกท่าน คือคนที่ดีที่สุดต่อครอบครัวของเขา" การที่สามีเข้าไปช่วยเหลืองานบ้านจึงเป็นวิธีแสดงความดีต่อครอบครัวที่ง่ายและชัดเจนที่สุด
คู่มือปฏิบัติจริงสำหรับสามีในชีวิตประจำวัน
สามีมุสลิมยุคปัจจุบันสามารถนำซุนนะฮ์ข้อนี้ไปปฏิบัติใช้ได้ทันทีผ่านขั้นตอนง่ายๆ ดังนี้
- พึ่งพาตนเองให้มากที่สุด: เริ่มต้นจากการดูแลของใช้ส่วนตัว เช่น เก็บที่นอนของตัวเอง ซักหรือรีดเสื้อผ้าของตัวเอง และไม่วางของระเกะระกะให้เป็นภาระของภรรยา
- เข้าไปช่วยทันทีเมื่อเห็นภรรยาเหนื่อย: สังเกตอาการของภรรยา หากเห็นนางเหนื่อยล้า เจ็บป่วย หรือต้องยุ่งกับการดูแลลูก ให้รีบเข้าไปช่วยล้างจาน กวาดบ้าน ถูบ้าน หรือช่วยทิ้งขยะโดยไม่ต้องรอให้เอ่ยปากขอ
- จัดสรรเวลาทำงานบ้านและศาสนา: สามีสามารถทำงานบ้านร่วมกับครอบครัวไปพร้อมกับการสร้างบรรยากาศที่ดี เช่น เปิดฟังอัลกุรอานร่วมกัน และเมื่อได้ยินเสียงอาซานเรียกละหมาด ให้หยุดทำงานบ้านทันทีแล้วไปปฏิบัติศาสนกิจตามแบบอย่างของท่านนบี
- พูดขอบคุณบ่อยๆ และไม่ตำหนิ: อย่ามองว่างานบ้านเป็นหน้าที่ตามธรรมชาติของภรรยาที่ต้องทำอยู่แล้ว ควรกล่าวคำขอบคุณ ชื่นชม และให้เกียรติในความเหนื่อยยากของนางเสมอ
การช่วยงานบ้านไม่ใช่หน้าที่ที่น่าเบื่อหน่าย แต่เป็นโอกาสดีในการสะสมความดีงาม (ผลบุญ) และเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ครอบครัวมุสลิมมีความร่มเย็นและมีความสุขอย่างแท้จริง
บทความที่น่าสนใจ
Tags: